ค้นหาทั่วไป  
ค้นหาเฉพาะ เว็บนี้

 

 

 

 

 

 

 
ยินดีต้อนรับทุกท่านที่เข้ามาเยี่ยมชม.......เว็บไซค์ศาสตร์ศักดิ์สิทธิ์...................                                                                                                                 ขอน้อบกราบบูชาพระพิฆเณศ พระศิวะ พระแม่อุมา พ่อแก่ และองค์มหาเทพทั้ง 108 พระองค์ ขอทรงประทานพร แด่ทุกท่านที่มาเยี่ยมเยือน............โอม ศานติ โอมศานติ โอมศานติ
 สวัสดี...วันนี้        << ยินดีต้อนรับทุกท่าน>>


 
 





  พิธีประจำบ้านฮินดู

พิธีนี้จำทำให้เฉพาะวรรณะกษัตริย์ วรรณะพราหมณ์ แบะวรรณะแพศย์ ซึ่งกำหนดไว้ให้มี 12 ประการ รวมเรียกว่า “พิธีสังสการ” ซึ่งมีการปฏิบัติตามลำดับขั้นดังนี้ คือ
 

ขั้นที่ 1 ครรภาธาน เป็นพิธีที่จัดขึ้นเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์ ถัดจากวันวิวาห์
ขั้นที่ 2 ปุงสวัน เป็นพิธีปฏิบัติต่อเด็กในครรภ์ที่เข้าใจว่าเป็นเพศชาย
ขั้นที่ 3 สีมันโตนยัน เป็นพิธีตัดผมหญิงมีครรภ์ เมื่อครรภ์ได้ 4,6หรือ 8 เดือน
ขั้นที่ 4 ชาตกรรม พิธีคลอดบุตร
ขั้นที่ 5 นามกรรม พิธีตั้งชื่อเด็ก ในวันที่ 12 หรือ 14 ถัดจากวันคลอด
ขั้นที่ 6 นิษกรมณ์ พิธีนำเด็กออกไปดูแสงอาทิตย์ยามเช้า เมื่ออายุได้ 4 เดือน
ขั้นที่ 7 อันนปราศัน พิธีป้อนข้าวเด็กเมื่ออายุได้ 5 เดือน หรือ 6 เดือน
ขั้นที่ 8 จูฑากรรม พิธีโกนผมไว้จุก เมื่ออายุได้ 3 ขวบ
ขั้นที่ 9 เกศานตกรม พิธีตัดผม ถ้าเป็นวรรณะพราหมณ์ตัดเมื่ออายุ 16 ปี ถ้าวรรณะกษัตริย์ตัดเมื่ออายุ 22 ปี ถ้าวรรณแพศย์ตัดเมื่ออายุ 24 ปี
ขั้นที่10 อุปนัยน์ พิธีเริ่มการศึกษาเพื่อเป็นพราหมณ์โดยคล้องด้ายยัชโญปวีต
ขั้นที่11 สมาวรรตน์ พิธีกลับบ้าน ปฏิบัติเมื่อสำเร็จการศึกษาจากสำนักครูแล้ว
ขั้นที่12 วิวาหะ พิธีแต่งงาน

พิธีทั้ง 12 ประการนี้ ถ้าเป็นหญิงห้ามทำพิธีอุปนัยน์อย่างเดียว นอกนั้นทำได้หมดและห้ามสวดคัมภีร์พระเวท เพราะเป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ที่สงวนเฉพาะผู้ชายและคนบางวรรณะเท่านั้นในปัจจุบัน พวกพราหมณได้ลดพิธีปฏิบัติเหลือเพียง 4 อย่าง คือ

พิธีนามกรรม
อันนปราศัน
อุปนัยน์
วิวาหะ

พิธีศราท
เป็นพิธีสังเวยวิญญาณบรรพบุรุษด้วยข้าวบิณฑ์ (ก้อนข้าวสุก) เพื่อให้ผู้ตายไม่ต้องเป็นเปรตเร่รอน เมื่อได้รับข้าวแล้วจะ ได้ไปสู่สุคติอยู่ร่วมกับวิญญาณบรรพบุรุษ ผู้ทำศราทธ์ ถ้าเป็นลุกชายยิ่งจะช่วยให้พ่อพ้นขุนนรก “ปุตตะ” พิธีกระทำในวันที่หนึ่งก่อน วันเผาศพและวันที่ 11 นับจากวันตายจะทำพิธีใหญ่โดยญาติทั้งหญิงและชายสายบิดาและมารดาสืบขึ้นไป 3 ชั่วคนต้องมาร่วมพิธี ญาติเหล่านี้เรียกว่า

“สบิณฑ์” แปลว่า “ร่วมข้าวบิณฑ์” หลังจากนั้นทำพิธีเดือนละครั้งเอยไปตลอดไป แล้วจึงเปลี่ยนทำปีละครั้ง ถ้าหากทำพิธี เสร็จแล้วข้าวของเครื่องใช้จะต้องทิ้งในแม่น้ำหรือโคนต้นโพธิ์


พิธีบูชาเทวดา
เป็นพิธีที่มีหลากหลายตามชั้นวรรณะของตน ยิ่งวรรระต่ำยิ่งมีพิธีที่ผิดแปลกพิสดารออกไป แต่ถ้าเป็นพวกวรรณะสูงมีการปฏิบัติดังนี้ คือ

การสวดมนค์ภาวนา
การสมโภช ถือศีล และการกระทำพิธีกรรมในวันศักดิ์สิทธ์ ซึ่งแต่ละท้องที่อาจมีรูปแบบแตกต่างกันออกไป
การไปมนัสการบำเพ็ญกุศล ณ เทวสถาน

 
ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูไม่มีศาสดาจริงจังเหมือนศาสนาอื่นๆ เพราะคำสอนต่างๆ กลุ่มพราหมรณ์หรือพระฤๅษีผู้ศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินหรือฟังจากเสียงทิพย์หรือเสียงสวรรค์ (ศรุติ) ด้วยตนเอง แล้วมีการจดจำไว้หรือถ่ายทอดต่อกันทางความทรงจำ (สมฤติ) ต่อมามีหัวหน้าลัทธิหรือผู้แต่งตำราทำให้คำสอนแพร่หลายยั่งยืนมาจนปัจจุบันนี้ ฉะนั้นในที่นี้ใคร่ขอรวบรวมสรุป กล่าวถึงผู้แต่งตำราหรือหัวหน้าลัทธิแทนชื่อ     ประวัติของศาสดา

1.วยาสะ ท่านผู้นี้ตามตำนานในคัมภีร์วิษณุปราณะ เล่ม 3 กล่าวไว้ว่าเป็นผู้รวบรวมเรียบเรียงคัมภีร์พระเวท คัมภรีย์ อิติหาสะ และคัมภีร์อุปราณะ อนึ่งผู้แต่งมหากาพย์ มหาภารตะ ก็ใช้ชื่อวยาสะด้วยจึงเป็นอันรวมความได้อย่างหนึ่งว่า ท่านวยาสะผู้เป็นฤษี คนสำคัญมีส่วนแต่งหรือรวบรวเรียบเรียงคัมภีร์ของศาสนาฮินดูไว้มากที่สุด ท่านผู้นี้อย่างตำนาน กล่าวว่ามิใช่ฤษีธรรมดา แต่เป็นเทพ ฤษี (Divine sage) ไม่ปรากฏเดือนปีที่เกิดแน่นอนเพราะเป็นอดีตหลายพันปี
 

2.วาลมีกิ เป็นชื่อของพระฤๅษีผู้แต่งมหากาพย์รามายณะ สันนิษฐานว่าประมาณปลายศตวรรษที่ 4 และต้นศตวรรษที่ 3 ก่อน ..

3.โคตมะ หรือเคาตมะ ผู้ตั้งลัทธินยายะ สันนิษฐานว่าเกิดประมาณ 550 ปี ก่อน ..

4.กณาทะ ผู้ตั้งลัทธิไวเศษิกะ สันนิษฐานว่าเกิดประมาณศตวรรษที่ 3 ก่อน ..

5.กปิละ ผู้ตั้งลัทธิสางขยะ สันนิษฐานว่าเกิดในสมัยศตวรรษที่ 6 ก่อน ..

6.ปตัญชลี ผู้ตั้งลัทธิโยคะ สันนิษฐานว่าเกิดในสมัยศตวรรษที่ 3 หรือ 4 ก่อน ..

7.ไชมินิ ผู้ตั้งลัทธิมีมางสา หรือปูรวมีมางสา สันนิษฐานว่าเกิดระหว่างศตวรรษที่ 6 ถึงศตวรรษที่ 2 ก่อน ..

8.พาทรายณะ ผู้ตั้งลิทธิเวทานตะหรืออุตตรมีมางสามีผู้กล่าวว่าเป็นครูเดียวกับวยาสะ และเกิดระหว่างศตวรรษที่ 6 ถึงศตวรรษที่ 2 ก่อน .. บางท่านก็สันนิษฐานว่าเกิดระหว่างศตวรรษที่ 5 ถึงศตวรรษที่ 2 ก่อน ..

9.มนุหรือมนู ผู้แต่งคัมภีร์ธรรมศาสตร์ สันนิษฐานว่าเกิดในสมัยศตวรรษที่ 5 ก่อน ..

10.จารวากะ ผู้ให้กำเนิดลัทธิโลกายตะ หรือวัตถุนิยม ไม่มีประวัติแน่นอน มีแต่นิยายในคัมภีร์มหาภารตะว่าเป็น รากษส ปลอมเป็นพราหมณ์ไปแสดงลัทธินี้แล้วถูกฆ่าตาย ฉะนั้นจะว่าเป็นศาสดาก็ไม่ถนัดนักเพราะถูกกล่าวถึงในทาง เป็นผู้ร้ายมากกว่า

11.สังกราจารย์ ผู้แต่งอรรถกถาหรือคำอธิบายลัทธิเวทานตะ สันนิษฐานว่าเกิดระหว่าง .. 788 ถึง .. 820 แต่ เรื่องเล่ากล่าวกับสืบมาว่า ท่านผู้นี้เกิดในสมัย 200 ปี ก่อน .. ซึ่งนับว่าห่างไกลกันมากท่าผู้นี้แต่งหนังสือไว้มากเรื่อง ด้วยกัน และถือกันว่าเป็นผู้ตั้งลัทธิ “อัทไวตะ” หรือ “เอกนิยม” คือ นับถือพระเจ้าองค์เดียวขึ้น

12.นาถมุนี (..824-..924) ถือกันว่าเป็นผู้นำคนแรกของลัทธิไวษณวะ

13.รามานุชาจารย์ (เกิด ..1027 สิ้นชีพ ..1137) ถือกันว่าเป็ฯคนสำคัญยิ่งของลัทธิไวษณวะและเจ้าของ ปรัชญาวิศิษฏาทไวตะ (เอกนิยมแบบพิเศษ) อันสืบเนื่องมาจากลัทธิเวทานตะ

14.มัธวาจารย์ (..1199-..1277) เป็นผู้นำท่านหนึ่งแห่งลัทธิไวษณะ และเจ้าของปรัชญาทไวตะ หรือทวินิยม อันสืบเนื่องมาจากลัทธิเวทานตะ

15.ลกุลีสะ (สมัยของท่านผู้นี้ยังไม่แน่) เป็นอาจารย์ใหญ่แห่งนิกายไศวะฝ่ายใต้ ผู้ตั้งนิกายปศุปตะ

16.วสุคุปตะ (ประมาณศตวรรษที่ 9 แห่ง ..) เป็นผู้ตั้งลัทธิไศวะฝ่ายเหนือ หรือที่เรียกว่า “กาษมีรไศวะ”

17.รามโมหันรอย (..1774-1833) เป็นผู้ตั้งพรหมสมาช

18.สวามีทยานันทะสรัสวดี (..1824-1883) เป็นผู้ตั้งอารยสมาช

19.รามกฤษณะ (..1836-1886) เป็นผู้นำทางความรู้และการปฏิบัติเป็นต้นเหตุให้มีขยวนการรามกฤษณะมิชชั่น แม้ท่านจะมิได้ตั้งขึ้นเอง แต่สวามีวิเวกานันทะก็ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเครื่องอนุสรณ์ถึง

       
    




แหล่ง ข้อมูล :  โบสถ์พราหมณ์ เสาชิงช้า
    
    


     





     
 

                                                                                                                  

 

 

 

 
 
 
Copyright © 2001 by  Sartsaksit. com   ®All rights reserved
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร 2543-2544 
www.Sartsaksit.com
 
Contact me : webmaster@sartsaksit.com