|


ตำนานพระพิฆเณศวร์
เชื่อกันว่า ลัทธิการบูชาพระคเณศนั้น
น่าจะมาจากชนพื้นเมืองดั้งเดิมของอินเดีย
ซึ่งเป็นลัทธิการบูชาสัตว์ หรือลัทธิแห่งชัยชนะเหนือธรรมชาติ
ชนพื้นเมืองของอินเดีย เชื่อกันว่าหนูเป็นสัญลักษณ์ของความมืด
พระคเณศทรงขี่หนูจึงหมายถึง
ชัยชนะของแสงอาทิตย์ที่ขจัดความมืดให้สิ้นสุดลง
พระคเณศอาจจะมีต้นกำเนิดมาจากการเป็นเทพประจำเผ่าของคนป่า
ที่อาศัยอยู่ในป่าเขาอันกว้างใหญ่ของอินเดีย
คนเหล่านี้ต้องเผชิญกับฝูงช้างอันน่ากลัวจึงเกิดการเคารพในรูปของช้าง
เพื่อให้ปกป้องคุ้มครองและพัฒนาต่อมาเป็นเทพชั้นสูงของชาวอารยันต่อมาได้พัฒนาเป็นเทพผู้ขจัดซึ่งอุปสรรค
มีความเฉลียวฉลาดเป็นเลิศ ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็น
หัวหน้าของเทพที่มีเศียรเป็นสัตว์ทั้งหลาย
จนกระทั่งมีการรจนาปกรณ์ให้เป็นโอรสของพระศิวะเทพและพระนางปราวตี
ในเวลาต่อมาแต่ในแง่ของคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ได้บรรยายจุดกำเนิดของพระคเณศไว้หลากหลายตำนานตามความเชื่อในแต่ละลัทธิ
พอจะสรุปเป็นหลักๆได้ดังนี้
ตำนานที่ 1.
วิฆเนศวรปราบอสูรและรากษส
อสูรและรากษสได้ทำการบวงสรวงพระศิวะจนได้คำพรจากพระศิวะหลายประการ
ยังให้เหล่าอสูรกลุ่มนี้ฮึกเหิมก่อ
ความเดือดร้อนเป็นอันมาก
พระอินทร์จึงทรงนำเทวดาทั้งหลายไปเข้าเฝ้าอ้อนวอนต่อพระศิวะ
ขอให้พระองค์สร้างเทพแห่งความขัดข้องขึ้น
เพื่อขัดขวางความพยายามของอสูรและรากษส
พระองค์จึงทรงแบ่งส่วนกายหนึ่งให้เกิดบุรุษร่างงามจากครรภ์ของพระนางปราวตีและตั้งพระนามว่าวิฆเนศวร
เพื่อทำหน้าที่ขวางทางอสูร รากษส และคนชั่วมิให้ทำการ
บัดพลีเพื่อขอพรจากพระศิวะ
ทั้งยังเป็นผู้เปิดทางอำนวยความสะดวกต่อเทวดาและคนดีเพื่อเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ
ตำนานที่ 2. ปราวตีนำเหงื่อไคลปั้นเป็นลูก
ครั้งหนึ่ง
ชยาและวิชยา พระสหายของนางปราวตีได้แนะนำว่าปกติพระนางมักจะต้องใช้บริวารของพระศิวะอยู่เป็น
ประจำ ถ้าหากพระนางจะมีบริวารเป็นของตนเองก็คงจะดีไม่น้อย
พระนางเห็นด้วย
จนวันหนึ่งขณะที่ทรงสรงน้ำอยู่ตาม ลำพังก็ทรงนึกถึงคำพูดของพระสหายจึงได้นำเอาเหงื่อไคลออกมาสร้างบุรุษรูปงาม
สั่งให้ไปยืนเฝ้าทวาร มิให้ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต
เป็นอย่างนี้มาหลายเพลา จนวันหนึ่งพระศิวะได้เสด็จมา
ฝ่ายลูกก็ป้องกันแข็งขัน โดยไม่รู้ว่านั่นคือ
พ่อพระศิวะโกรธก็เลยสั่งให้ภูติและคณะของตนเข้าสังหารทวารบาลพระองค์นั้น
บ้างก็ว่าพระศิวะพุ่งตรีศูลตัดเศียรลูก
บ้างก็ว่าพระวิษณุเทพที่มาช่วยรบนั้นใช้จักรตัดเศียร
ความทราบถึงพระนางปราวตีจึงเกิดศึกใหญ่ระหว่างเทพและเทพี
ขึ้นบนสวรรค์ฝ่ายฤาษีนารอดอดรนทนไม่ได้
จึงได้เป็นทูตสันติภาพขอเจรจากับนางปราวตีเพื่อสงบศึก
นางบอกว่าจะสงบศึกก็ต่อเมื่อลูกของนางฟื้นเท่านั้น
พระศิวะจึงสั่งให้เทวดาเดินทางไปทิศเหนือ
ให้เอาศีรษะของสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่พบมาต่อกับโอรสของนางปราวตี
ปรากฏว่าเทวดาได้เศียรของช้างซึ่งมีงาเพียงข้างเดียวมา
เมื่อพระคเณศฟื้นขึ้นมา ทราบความจริงว่า
พระศิวะคือพระบิดาก็ตรงเข้าไป ขอโทษเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์
พระศิวะพอใจมากประสาทพรให้พระคเณศมีอำนาจเหนือภูติผีทั้งหลายและทรง
แต่งตั้งให้เป็นคณปติ
ตำนานที่ 3.
ขวางทางคนชั่วไปเทวาลัยโสมนาถและโสมีศวร
พระนางปราวตีทรงเอาน้ำมันที่ใช้ในการสรงน้ำมาผสมกับเหงื่อไคลปั้นเป็นรูปคนแต่มีเศียรเป็นช้างจากนั้นได้เอาน้ำจากพระคงคาปะพรมให้มีชีวิตขึ้น
เพื่อทำการขัดขวางแก่คนชั่วที่จะไปบูชาศิวะลึงค์ที่เทวาลัยโสมนาถและเทวาลัยโสมีศวรเพราะคนเหล่านี้หวังจะไปล้างบาปเพื่อมิให้ตกนรกทั้งเจ็ดขุม
ด้วยเหตุนี้ การที่วันคเณศจาตุรถี
นิยมเอารูปปั้นพระคเณศมาจุ่มน้ำหรือนำเทวรูปปูนชิ้นเล็ก
ๆมาทิ้งตามแม่น้ำคงคา
ชะรอยจะมาจากความเชื่อที่ว่าน้ำจากแม่พระคงคาจะทำให้
พระคเณศมีชีวิตขึ้นมานั่นเอง
ตำนานที่ 4. พระคเณศ กฤษณะอวตาร
พระนางปราวตีมเหสีของพระศิวะไม่มีโอรส
พระศิวะจึงทรงแนะนำให้พระนางทำพิธีปันยากพรต
(พิธีบูชาพระวิษณุเทพ ในวันขึ้น 13 ค่ำเดือนมาฆะ)
มีระยะเวลากำหนด 1 ปีเต็มและเมื่อครบกำหนด
พระนางจะได้โอรสซึ่งเป็นพระกฤษณะ
อวตารไปจุติ ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามคำตรัสของพระศิวะ
ทวยเทพทั้งหลายมาร่วมอวยพรในกลุ่มเทพเหล่านี้มีพระศนิ
(พระเสาร์) รวมอยู่ด้วย
เมื่อพระศนิเหลือบมองพระกุมารทันใดนั้นเศียรกุมารก็ขาดจากพระศอกระเด็นไปยังโคโลกซึ่งเป็นวิมานของพระกฤษณะพระวิษณุจึงเสด็จไปยังแม่น้ำบุษปุภัทรเห็นช้างนอนหัวไปทางทิศเหนือจึงตัดเศียรช้างกลับมาต่อ
ให้กับเศียรกุมารที่หายไป
ตำนานนี้เข้าใจว่าเป็นเรื่องที่สร้างโดยกลุ่มที่นับถือพระกฤษณะเป็นใหญ่
ตำนานที่ 5.
ศิวะ-อุมาแปลงกายเป็นช้างเข้าสมสู่
ครั้งหนึ่งพระศิวะและพระนางปราวตีได้เสด็จมายังแถบภูเขาหิมาลัยได้เห็นช้างสมสู่กันก็บังเกิดความใคร่
พระศิวะจึงได้แปลงเป็นช้างพลาย
ส่วนนางปาราวตีแปลงกายเป็นช้างพังร่วมสโมสรจนมีลูกเป็นพระคเณศ

|